เริ่มบทที่ 1 : มิสเตอร์เชอร์ล็อก โฮล์มส์
ในปี 1878 ผมเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อเรียนจบผมก็ได้เดินทางไปที่เขตเน็ตลี่ย์ เมืองแฮมป์ไชร์ เพื่อเข้ารับการอบรมให้เป็นหมอทหารในสงคราม จบคอร์ส ผมก็ได้รับงานที่กองทหาร นอร์ธัมเบอร์แลนด์ที่ห้าซึ่งอยู่ที่อินเดียเพื่อเป็นผู้ช่วยหมอผ่าตัด แต่ก่อนผมจะไปถึงอินเดีย สงครามอังกฤษ-อัฟกานิสถาน ก็ปะทุขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อเรือเข้าเทียบท่าที่บอมเบย์ ก็เพิ่งทราบข่าว (อินเดียเป็นพันธมิตรกับอัฟกานิสถานซะด้วย) แต่ผมก็ตัดสินใจตามเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผม ลัดเลาะเข้าป่าเข้าดงไป และเราก็ถึงเมืองคันดาฮาร์อย่างปลอดภัยกันทุกคน ที่ผมเจอกองทหารนอร์ธัมเบอร์แลนด์ และทำงานของผมไป
สงครามครั้งนั้นสร้างชื่อเสียงให้คนหลายต่อหลายคน แต่สำหรับผม มันไม่ใช่อะไรเลยนอกจากความยากลำบากและ หายนะ ผมถูกย้ายไปอยู่กองทหารเบิร์กไชร์ ที่ผมและทั้งกอง ต้องเผชิญหน้ากับสงครามอันร้ายแรงแห่งมัยวานด์ แล้วผมก็ถูกยิงที่หัวไหล่ด้วยลูกปืนจีเซลล์ ที่ทำให้กระดูกแตกและไปครูดเข้ากับหลอดเลือดหัวใจ ผมคงจะตายไปแล้ว ถ้าเพื่อนของผม "เมอร์เรย์" ที่จับผมขึ้นม้าของเขา และควบม้าพาผมไปส่งถึงกองบัญชาการอังกฤษได้อย่างปลอดภัย
เมื่อถูกทำลายด้วยความเจ็บปวด และอ่อนแอจากประสบการณ์แย่ๆ ที่ผมได้ประสบมา ผมก็ถูกย้ายออกไป พร้อมๆ กับผู้บาดเจ็บรายอื่นๆ ไปที่โรงพยาบาลกลางในเมืองพีชาวาร์ ผมพักฟื้นที่นั่น และก็สามารถเดินไปรอบๆ โรงพยาบาลได้แล้ว แถมยังสามารถอาบแดดตรงริมระเบียงได้ด้วย... ทุกอย่างดูจะดีขึ้นนะ แต่หลังจากนั้น ผมก็ไปติดเชื้อไทฟอย์ดมาอีก ผมท้อแท้หมดหวังในชีวิตไปเป็นเดือนๆ พอเริ่มฟื้นตัว ผมอ่อนแอและผอมแห้งลงไปเยอะ จนถึงขนาดคณะกรรมการด้านการแพทย์สั่งให้รีบพาผมกลับอังกฤษโดยเร็วที่สุด ผมถูกส่งตัวกลับไปกับกองทหารโอรอนเตส และเทียบท่าในเดือนต่อมาที่ท่าเรือเมืองพอร์ธสมัท สุขภาพของผมกำลังย่ำแย่ (อย่างแรง) รัฐบาลให้เวลาผมพักฟื้นเป็นเวลาเก้าเดือน
ผมไม่ค่อยมีเพื่อนหรือญาติมากนักในอังกฤษ และใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ล่องลอยไปเหมือนอากาศ หรือจะพูดให้ถูก สบายที่สุดเท่าที่เงินสิบเอ็ดชิลลิ่งกับอีกหกเพนนีจะจัดให้ได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ผมก็ตัดสินใจไปที่ลอนดอน ที่นั่นผมได้เช่าห้องอยู่ที่โรงแรมสแตรนด์ (สองดาว) ที่นั่นไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่นัก เงินของผมก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ผมใช้ชีวิตอย่าง "สบายๆ" มากเกินไป และมีทางเลือกสองทาง ระหว่างการออกจากเมืองใหญ่และพักฟื้นต่อในชนบท กับการเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตของผม เอื่ม ผมเลือกจะเปลี่ยนสไตล์การใช้เงินดีกว่า ผมเลยคิดจะออกจากโรงแรมและหาที่อยู่ที่มันถูกกว่านี้
ในวันนั้นเอง ผมก็ค้นพบทางออกสำหรับปัญหา ตอนที่ผมกำลังยืนดื่มอยู่ที่บาร์คริเตเรี่ยน ใครบางคนตบไหล่ผม พอหันกลับไป ผมก็จำหน้าเขาได้ เขาคือสแตมฟอร์ด เพื่อนร่วมงานเก่าของผมจากเมืองบาร์ท หน้าตาที่เป็นมิตรท่ามกลางความยุ่งเหยิงของเมืองใหญ่อย่างลอนดอน เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจที่สุดสำหรับผมในตอนนั้น เมื่อก่อนนี้ สแตมฟอร์ดไม่เคยสนิทกับผมเลย แต่ตอนนี้ผมทักทายเขาด้วยความสนใจและกระตือรือร้น และเหมือนเขาจะดีใจเช่นกันที่ได้เจอผม (โฮ่โฮ่) และด้วยความเว่อร์และเห่อของผม ผมก็ชวนเขาไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันที่ร้านฮอลบอร์น แล้วพวกเราก็ขึ้นรถม้าไป
"คุณไปทำอะไรมาเนี่ย, วัตสัน?" เขาถาม ระหว่างที่เรา "ซิ่ง" ไปตามถนนอันจอแจแห่งลอนดอน "คุณผอมยังกะไม้ซีก แล้วก็ดำยังกะถั่วดำ" (?) ผมก็เลยเล่าเรื่องราวของผมให้เขาฟังอย่างย่อๆ เพื่อฆ่าเวลา เขาฟังอย่างตั้งใจ "พระเจ้าช่วย!!" เขาอุทานหลังจากที่ฟังเรื่องของผมจบ "แล้วคุณกำลังจะทำอะไรหรือไปที่ไหนอีกรึเปล่า?" "หาบ้านเช่าน่ะครับ, อยากได้ที่คุณภาพดี, และราคาสมเหตุสมผลหน่อย"
"แปลกจัง" เขาตอบ "คุณเป็นคนที่สองแล้วนะที่คุยกับผมเรื่องนี้" "แล้วใครเป็นคนแรกล่ะ?" ผมถาม "อ้อ คนรู้จักที่ทำงานอยู่ในแล็บเคมีที่โรงพยาบาลน่ะครับ เขาบ่นกับผมเมื่อเช้านี้ว่าเขาหาเพื่อนร่วมห้องที่จะช่วยออกเงินให้เขาไม่ได้ เขาเจอห้องเช่าที่ดีมาก และยังราคาถูกด้วย แต่มันก็ยังถูกไม่พอสำหรับเงินในกระเป๋าตังค์ของเขาน่ะ"
"โอ้ว!" ผมร้องขึ้น "ถ้าเขาอยากได้คนที่จะแชร์ห้องเช่ากับเงิน, ผมนี่แหละขออาสา! น่าจะมีเพื่อนมากกว่าที่จะอยู่คนเดียว ทำไมเราคิดไม่ออกแต่แรกน้า.." สแตมฟอร์ดมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ข้ามแก้วไวน์ของเขามา "คุณยังไม่รู้จัก เชอร์ล็อก โฮล์มส์ดีพอ" เขาพูด "คุณอาจจะไม่ยอมรับเขาเป็นเพื่อนถาวรด้วย" "ทำไม,เขามีเบื้องหลังเป็นสมุนมาเฟียรึไง?" "เฮ้ย ผมไม่ได้พูดหยั่งงั้นนะ เขามั่นใจในความคิดของเขามากก-- แล้วก็สนใจวิทยาศาสตร์หลายแขนง เอิ่ม เท่าที่ผมรู้มา เขาก็เป็นเพื่อนที่ดีพออะนะ"
"เป็นนักเรียนแพทย์รึ?" ผมถาม "ไม่ใช่หรอก --ผมก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาทำงานอะไร แต่ไม่ใช่นักเรียนแพทย์หรอก" "คือ เขาเก่งด้านกายภาพ, และเป็นนักเคมีชั้นหนึ่ง แต่ผมไม่เคยเห็นเขาเข้าเรียนด้านการแพทย์จริงๆ จังๆ เลย วิธีหาความรู้ของเขาค่อนข้างแปลกประหลาดและไม่ปะติดปะต่อกันเท่าไหร่ แต่ความรู้รอบตัวของเขาสุดยอดจริงๆ" "คุณเคยถามเขามั้ยว่าเขาทำอะไรอยู่" ผมถาม "เขาเป็นคนที่ไม่เปิดเผยอะไรง่ายๆ เขาก็พูดมากเป็นบ้างแหละ แต่ไม่บ่อย" "ผมอยากพบเขา" ผมพูด "ถ้าจะแชร์ห้องกับใครซักคน ผมก็อยากได้คนแบบนี้แหละ ที่เงียบๆ และมีความรู้น่ะ ผมยังไม่แข็งแรงพอที่จะฟังเสียงดังๆ หรือตื่นเต้นอะไรมาก ผมรับมามากแล้วที่อัฟกานิสถาน ผมจะพบเขาได้ยังไงครับ"
"เขาต้องอยู่ที่แล็บเคมีแน่นอน" เขาตอบ "บางครั้งก็หายหน้าหายตาไปเป็นอาทิตย์ บางครั้งก็ทำงานอยู่ที่นั่นหามรุ่มหามค่ำ" "ถ้าคุณอยากพบเขาจริงๆ เราก็ไปที่นั่นได้หลังกินเสร็จ" "โอเคเลย" ผมตอบ แล้วสแตมฟอร์ดกับผมก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ระหว่างที่ออกจากร้านฮอลบอร์นไปที่โรงพยาบาล สแตมฟอร์ดก็เล่าเรื่องเพื่อนแปลกหน้าคนนี้ให้ผมฟังอีก "คุณต้องไม่ว่าผมนะ ถ้าอยู่กับเขาไม่ได้" เขาพูด "ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาไปมากกว่านี้ ผมเจอเขาแค่บางโอกาสในแล็บ คุณพูดเอง ผมจะไม่รับผิดชอบ" "ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ยิ่งง่ายที่จะแยกกันนะครับ" ผมตอบ "ผมว่านะ สแตมฟอร์ด คุณต้องมีเหตุผลแน่ๆ ที่ล้างมืออย่างนี้น่ะ เจ้าคนนี้อารมณ์ร้ายนักรึไง หริอว่าเขาเป็นยังไง? บอกมาซะดีๆ"
"การอธิบายคนที่อธิบายไม่ได้เป็นเรื่องยากเสมอนะครับ" เขาขำ "โฮล์มส์เป็นพวกวิทยาศาสตร์เกินไปสำหรับรสนิยมผม บางครั้งก็กลายเป็นความเลือดเย็นนะครับ ผมนึกภาพได้เลยว่าเขากำลังให้ยาพิษอัลคาลอยด์สกัดจากพืชให้เพื่อนของเขาเป็นของขวัญวันเกิด แต่ไม่ได้มุ่งร้ายครับ แค่เป็นเพราะความอยากรู้ เขาไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร ซื่อสัตย์และพร้อมเสมอ เขามีความรู้มากมาย" "ท่าจะจริง" ผมพูดบ้าง "แต่บางครั้งมันก็เกินไปหน่อยนะหมอ เขาเคยทุบซากสัตว์ในห้องชำแหละด้วยล่ะ" เขาพูดต่อ "ทุบซากสัตว์เนี่ยนะ!!??" "ครับ เพื่อวิจัยว่ารอยช้ำจะอยู่ได้นานกี่วัน หรือต้องรอกี่วันถึงจะตีแล้วไม่มีรอยช้ำ อะไรเทือกนี้อะครับ ผมเห็นเองกับตา" "แล้วคุณก็บอกผมว่าเขาไม่ใช่นักเรียนแพทย์?" "ไม่หรอก. ไม่มีใครรู้ แต่เราถึงที่หมายแล้ว และคุณน่าจะเตรียมตัวสร้างความประทับใจแรกพบได้แล้ว" ระหว่างที่เขาพูด รถม้าของเราก็เลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆ เราลงจากรถม้าและประตูบานเล็กที่เปิดเข้าไปสู่โรงพยาบาล
มันเป็นที่ที่ผมคุ้นเคย และสแตมฟอร์ดไม่ต้องบอกทางให้ผมเลย เราเดินขึ้นบันไดหินเก่าแก่ ผ่านโถงทางเดินที่มีกำแพง สีขาวและประตูสีน้ำตาลทึมมากมาย และใกล้ๆ นั้นมีซุ้มทางเดินที่นำพาเราเข้าไปสู่แล็บเคมี...
แล็บเคมีเป็นห้องใหญ่ เต็มไปด้วยชั้นวางของและขวดแก้วนับไม่ถ้วย โต๊ะใหญ่ๆ มากมายถูกตั้งกระจัดกระจาย บนโต๊ะมีทั้งหลอดทดลอง ตะเกียงแอลกฮอลล์ และบีกเกอร์ผสม มีคนแค่คนเดียวในห้องนั้น เขากำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่โต๊ะมุมห้อง ดูเหมือนเขาจะจมปลักอยู่กับงานจริงๆ พอเราเดินเข้าไปใกล้ เขาก็หันมาและกระโดดโลดเต้นดูใจ พร้อมกับร้องเสียงดังว่า "ผมเจอมันแล้ว!!! ผมเจอมันแล้ว!!!!" แล้วเขาก็วิ่งมาหาพวกเราพร้อมกับหลอดทดลองในมือ "ผมพบวิธีย้อนปฏิกิริยาการตกตะกอนของเฮโมโกลบินแล้ว!!! ไชโย้!!!" เขาทำท่าเหมือนพบเหมืองทอง เขาดูเหมือนจะมีความสุข มากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว "คุณโฮล์มส์ครับ นี่หมอวัตสัน วัตสัน นี่เชอร์ล็อก โฮล์มส์ครับ" สแตมฟอร์ดแนะนำตัวให้พวกเรา
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ผมเริ่ม "สบายดีมั้ยครับ?" เขาถามอย่างเป็นมิตร และจับมือผมด้วยความแข็งแกร่งที่ผมต้องขอยกนิ้ว "ว่าแต่... คุณเคยอยู่ที่อัฟกานิสถานมาก่อนใช่มั้ยเนี่ย?" เขาถาม "คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง???" ผมถามกลับด้วยความประหลาดใจ "ช่างมันเถอะครับ" เขาพูดตอบ และหัวเราะ "เฮโมโกลบินของเราสำคัญกว่า คุณรู้รึเปล่าว่าการค้นพบนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน" "มันก็น่าสนใจอยู่หรอกนะ, ในทางเคมี" ผมตอบ "แต่ว่า ถ้าเอามาใช้จริงๆ ละก็..."
"อะไรนะ!!?? นี่เป็นการค้นพบทางการชันสูตรผ่าศพ ที่สามารถใช้ได้จริงที่สุดในรอบหลายปีเชียว!! คุณไม่รู้เหรอว่ามันเป็นการทดสอบที่เที่ยงตรงที่สุดในตอนนี้สำหรับการตรวจสอบรอยเลือด!!?? มาทางนี้เลย!" เขาคว้าแขนเสื้อผมไป และลากผมไปที่โต๊ะที่ตอนนั้นเขาทำงานอยู่ "เราต้องใช้เลือดสดๆ" เขาพูด และหยิบกริชเล่มเล็กๆ ขึ้นมาและแทงเข้าไปในนิ้วมือของเขา พร้อมกับลากเลือดสองสามหยดลงไปในบีกเกอร์ "โอเค, ผมผสมเลือดจำนวนเล็กน้อยนี้ เข้ากับน้ำหนึ่งลิตร เห็นมั้ยครับ เลือดกลายเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำแล้ว แต่ยังไงก็ตาม ผมมีวิธีที่จะทำให้เลือดตกตะกอนได้" ระหว่างที่เขาพูด เขาก็โยนก้อนสีขาวๆ คล้ายคริสตัล แล้วก็เติมของเหลวข้นๆ ใสๆ ลงไปสองสามหยด ทันใดนั้น น้ำในบีกเกอร์ก็กลายเป็นสีมะฮอกกานีหม่นๆ และผุ่นสีน้ำตาลๆ ก็ตกลงไปที่ก้นบีกเกอร์
"วะฮ่ะฮ่า" เขาร้องขึ้นและปรบมือ หน้าตาเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นใหม่ "เป็นยังไงล่ะ" "มันดูยุ่งยากจัง" ผมพูด "มันสุดยอด!! มันงดงาม!! การทดสอบแบบเก่าเป็นการทดสอบที่งุ่มง่ามและไม่เที่ยงตรงอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูโมเลกุลเลือด วิธีแบบนี้ไร้ประโยชน์ถ้ารอยเลือดเก่าได้ซักสองสามชั่วโมงแล้ว แต่เจ้าสิ่งนี้จะทำปฏิกิริยาอย่างนี้ไม่ว่าเลือดจะเก่าหรือใหม่ ถ้าสิ่งนี้ถูกค้นพบก่อน คนหลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องถูกลงโทษจากความผิดของพวกเขาตั้งแต่ก่อนนั้นแล้ว" "จริงด้วย!" ผมคิดในใจ
"คดีต่างๆ มีจุดยืนอยู่แค่จุดเดียวเท่านั้น เช่น ชายคนหนึ่งถูกสงสัยว่าเป็นผู้ร้ายได้สองสามเดือนหลังจากที่เกิดคดีขึ้น, เสื้อผ้าของเขาถูกตรวจ และก็พบรอยสีน้ำตาล มันเป็นรอยเลือด หรือรอยโคลน หรือรอยสนิม หรือรอยน้ำผลไม้ หรืออะไรอย่างอื่น? นั่นเป็นคำถามที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนงงกันไปเยอะ แล้วทำไมล่ะ? ก็เพราะไม่มีการทดสอบที่เที่ยงตรงไปกว่านี้ไง และตอนนี้เราก็มีการทดสอบของเชอร์ล็อก โฮล์มส์แล้ว เราก็จะไม่งงกันอีก"
ตาของเขาส่องประกายระหว่างที่พูด จากนั้นเขาก็โค้งคำนับรับผู้ชม (ในจินตนาการ) ของเขา "ยินดีด้วยครับ" ผมพูดๆ ไป และค่อนข้างประหลาดใจกับความกระตือรือร้นของเขา "มีทั้งคดีของฟอน บิสชอฟที่แฟรงก์ฟอร์ตในปีที่แล้ว เขาต้องถูกแขวนคอไปแล้วถ้าเจ้านี่ถูกคิดค้นขึ้นก่อน แล้วก็ยังมีเจ้าเมสันที่แบรดฟอร์ด แล้วก็คดีช่างซ่อมโหด และเจ้าเล เฟฟเร่ ที่มงเปเลียร์ และแซมซันที่นิวออร์ลีนส์ ผมจำคดีคล้ายๆ แบบนี้ได้เยอะแยะ" "คุณคงจะมีปฏิทินเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้" สแตมฟอร์ดพูดขำๆ "เขียนหนังสือเรื่องนี้เลยสิ ตั้งชื่อว่า 'ข่าวตำรวจในอดีต' "
"มันคงจะเป็นหนังสือที่น่าสนใจเหมือนกัน" โฮล์มส์พูดตอบ ขณะที่แปะปลาสเตอร์อันเล็กๆ ลงบนนิ้วของเขา "ผมต้องระวังน่ะ" เขาพูด และหันมายิ้มกับผม "เพราะผมชอบเล่นกับยาพิษ" เขายืนมือของเขามาให้ผมดู ผมเห็นปลาสเตอร์ชิ้นเล็กๆ คล้ายๆ กันมากมาย และมือบางส่วนของเขายังเป็นสีเข้มๆ แปลกๆ จากการโดนน้ำกรด "ที่จริงแล้วเรามาคุยเรื่องบ้านน่ะครับ" สแตมฟอร์ดพูดขณะที่นั่งลงบนเก้าอี้สามขา และใช้เท้าเขี่ยอีกอันนึงมาให้ผม "เพื่อนผมวัตสันอยากแชร์ห้องและค่าเช่ากับคุณนะ ตามที่คุณบอกว่ากำลังหาคนแชร์ห้องไง ผมว่าให้คุณสองคน อยู่ที่เดียวกันดีกว่า"
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ดูเหมือนจะดีใจที่ผมอยากแชร์ห้องกับเขา "ผมเจอห้องเช่าที่ถนนเบเกอร์" เขาพูด "มันเยี่ยมมาก เลยล่ะครับ แต่ผมหวังว่าคุณคงทนกลิ่นยาสูบแรงๆ ได้นะ" "ผมก็สูบบ้างอยู่แล้วครับ" ผมตอบ "ผมทำการทดลองเคมีอยู่เป็นบางครั้ง มันจะรบกวนคุณรึเปล่า?" "ไม่เลยครับ" ผมตอบอีก "อืมม ไหนลองดูอีกซิ--อ้อ ใช่ บางครั้งผมก็จะเก็บตัวเงียบ และบางครั้งก็ไม่พูดอะไรเลยเป็นวันๆ อย่าคิดว่าผมกำลังโกรธคุณนะ แค่ปล่อยผมไว้คนเดียว แล้วเดี๋ยวก็จะกลายเป็นปกติเอง มีอะไรที่คุณอยากพูดมั้ยครับ เพื่อนสองคนต้องรู้ว่าอีกคนมีอะไรบ้างถึงจะอยู่ด้วยกันได้
ผมขำนิดๆ เรื่องความคิดนี้ "ผมมีปืนอยู่กระบอกนึง" ผมพูด "แถมยังขี้เกียจสุดๆ และตื่นสายมากๆๆ ครับ" "คุณฟังไวโอลินมั้ยครับ" เขาถามอย่างร้อนรน "มันก็ขึ้นอยู่กับคนเล่นน่ะครับ คนที่เล่นเก่งๆ ก็เหมือนเสียงเพลงสวรรค์ แต่คนที่เล่นห่วย--" "โอ้ ไม่เป็นไรแล้วครับ" เขาร้อง พร้อมหัวเราะอย่างชื่นมื่น "โอเค เราพออยู่กันได้แล้ว นอกจากว่า ห้องจะไม่ถูกใจคุณ" "แล้วเราจะไปดูห้องกันเมื่อไหร่ดีล่ะ?" "มาหาผมที่นี่ตอนเที่ยงพรุ่งนี้ แล้วเราก็จะไปย้ายไปกันเลย" เขาตอบ "โอเคเลย, เที่ยงตรง" ผมพูดและจับมือกับเขา ผมและสแตมฟอร์ดเดินจากมา และเราก็เดินไปที่โรงแรมของผมด้วยกัน "ว่าแต่..." ผมถาม, หยุดเดินและมองไปที่สแตมฟอร์ด "เขารู้ได้ยังไงว่าผมมาจากอัฟกานิสถาน?" เพื่อนของผมยิ้ม "มันเป็นความประหลาดของเขาไงครับ คนหลายคนก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขารู้เรื่องของพวกเขาได้ยังไง"
"โอ้ว! เป็นเรื่องแปลกจริงๆ" ผมร้อง และถูมือของผมไปมา "อยู่กับเขาต้องสนุกแน่ๆ ผมเป็นหนี้คุณจริงๆ ที่คุณพาผมมาอยู่กับเขา 'การศึกษามนุษย์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่' คุณเคยได้ยินมั้ย" "งั้นคุณก็ต้องศึกษาเขาอย่างหนักเลยล่ะ" สแตมฟอร์ดเอ่ย แล้วเขาก็บอกลาผมไป "เดี๋ยวคุณก็จะเห็นว่าเขาเป็นพวกป่วนๆ แล้วเขาจะต้องรู้เรื่องของคุณมากกว่าคุณรู้เรื่องเขาแน่นอน ลาล่ะครับหมอ" "โชคดี" ผมตอบไป แล้วเดินเข้าโรงแรมไป รู้สึกสนใจแปลกๆ เกี่ยวกับเพื่อนใหม่คนนี้
จบบทที่หนึ่ง----------------------
เม้นเยอะๆ น้า เป็นนักแปลมือใหม่ ขอความสนับสนุน